ธปท.เผยแบงก์พาณิชย์ Q2/69 ยังแกร่ง สินเชื่อรวมโต 2% สวนทาง SME หดตัว 4 ปี ขณะที่หนี้เสียทรงตัว
ธปท.เผย ระบบธนาคารพาณิชย์ Q2/69 ยังมั่นคง สินเชื่อรวมโต 2% แรงหนุนจากธุรกิจขนาดใหญ่ สวนทางสินเชื่อ SME หดตัว 4 ปี ขณะที่หนี้เสียทรงตัว 2.82%
นายสุโชติ เปี่ยมชล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตรวจสอบแบบจำลอง และวิเคราะห์ความเสี่ยงสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. เปิดเผยภาพรวมธนาคารพาณิชย์ ไตรมาส 2 ปี 2569 ว่าระบบธนาคารพาณิชย์มีความมั่นคงและมีเสถียรภาพ โดยมีเงินกองทุน เงินสำรอง และสภาพคล่อง อยู่ในระดับสูง สินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ (รวมเครือ) ไตรมาส 2 ปี 2569 ขยายตัวที่ 2.0% จากระยะเดียวกันปีก่อน จากการขยายตัวของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่เป็นสำคัญตามความต้องการเงินทุนหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น
เนื่องจากต้นทุนพลังงานและราคาวัตถุดิบที่ปรับสูงขึ้น
ขณะที่สินเชื่อ SMEs หดตัว 3.9% และสินเชื่ออุปโภคบริโภคยังหดตัวต่อเนื่อง ตามความเสี่ยงด้านเครดิตที่ยังอยู่ในระดับสูง โดย ธปท. ได้ติดตามสินเชื่อ SMEs อย่างใกล้ชิด เนื่องจากยังคงติดลบต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 16 แต่ในกลุ่มสินเชื่อธุรกิจ สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ขยายตัว 2.7% สะท้อนภาพการฟื้นตัวของสินเชื่อที่ยังไม่ทั่วถึง
ด้านคุณภาพสินเชื่อ NPL ปรับลดลงมาอยู่ที่ 534.8 พันล้านบาท จากการเร่งบริหารจัดการคุณภาพหนี้เป็นสำคัญ ส่งผลให้สัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวมทรงตัวอยู่ที่ 2.82% ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนซึ่งเป็นช่วงต้นของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
สำหรับหนี้ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ (Stage 2) ปรับลดลงมาอยู่ที่ 6.78% ส่วนหนึ่งจากลูกหนี้กลุ่มเปราะบางที่ไหลเป็น NPL เพิ่มขึ้น ขณะที่มีลูกหนี้บางส่วนที่เดิมถูกจัดชั้นเชิงคุณภาพปรับตัวดีขึ้น ซึ่ง ธปท.ได้เตรียมพร้อมมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ครอบคลุมทุกระดับเพิ่มเติมไว้ล่วงหน้าหากสถานการณ์ส่งผลกระทบรุนแรงขึ้น อาทิ ปรับเกณฑ์ให้ยืดหยุ่นขึ้นเพื่อสนับสนุนให้ธนาคารพาณิชย์ปรับลดค่างวดให้น้อยลงเป็นการชั่วคราว ในช่วงที่มีการปรับโครงสร้างหนี้
อย่างไรก็ดี ธนาคารพาณิชย์ยังให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ด้วยการปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีส่วนช่วยชะลอการเกิด NPL ใหม่
สำหรับผลการดำเนินงาน กำไรสุทธิของระบบธนาคารพาณิชย์ปรับเพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันปีก่อน 6.8% หรือประมาณ 83,000 ล้านบาท จากกำไรที่มาจากการวัดมูลค่ายุติธรรมของตราสารทางการเงินและค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นเป็นสำคัญ ประกอบกับค่าใช้จ่ายสำรองลดลงหลังจากที่ธนาคารพาณิชย์ได้กันสำรองไปค่อนข้างมากในช่วงก่อนหน้า และมีการบริหารต้นทุนการดำเนินงานที่ดีขึ้น ซึ่งช่วยชดเชยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ปรับลดลง ตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้กับลูกหนี้สอดคล้องกับทิศทางของอัตราดอกเบี้ยนโยบายและการช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง
ส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ไตรมาส 1 ปี 2569 ปรับลดลง เหลือ 85.9% จากหนี้ครัวเรือนที่ขยายตัวในระดับต่ำและผลจากฐาน แต่ยังมีสินเชื่อบางประเภทที่กลับมาขยายตัวเล็กน้อย จากสินเชื่อส่วนบุคคลที่ปล่อยโดยสหกรณ์ออมทรัพย์และสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของ SFIs
ขณะที่หนี้ NPL ของธุรกิจรายใหญ่ที่เพิ่มขึ้น เป็นผลมาจากปัจจัยเฉพาะตัวของบริษัทที่อาจอ่อนแอมานานและไม่สามารถรองรับแรงกระแทกได้ ซึ่งอยู่ในคาดการณ์ของธนาคารพาณิชย์อยู่แล้ว
ทั้งนี้ ในไตรมาส 2 สถานการณ์การเกิดหนี้เสีย (NPL Formation) อยู่ที่ประมาณ 1.1 แสนล้านบาท แบ่งเป็น หนี้เสียเกิดใหม่ (New NPL) 5.2 หมื่นล้านบาท และหนี้เสียที่กลับเข้ามาใหม่ (Re-entry) 5.2 หมื่นล้านบาท
ขณะเดียวกัน ธนาคารพาณิชย์ได้บริหารจัดการสถานการณ์ดังกล่าวด้วยการทยอยขายหนี้ออกไปเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้การบริหารจัดการสภาพคล่องคล่องตัวยิ่งขึ้น และคาดว่าเทรนด์การขายหนี้ลักษณะนี้จะยังคงมีให้เห็นอย่างต่อเนื่องในระยะต่อไป
บ้าง
ด้านปัญหาเชิงโครงสร้างและการจัดสรรสินเชื่อ นายสุโชติระบุว่า ธปท. ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาการบิดเบือนของราคาและการเข้าถึงสินเชื่อของ SME ผ่านการใช้มาตรการต่างๆ เช่น โครงการ Your Data, SME Portal และการใช้ Alternative Data ของ Virtual Bank เพื่อช่วยให้สถาบันพิจารณาความเสี่ยงที่แท้จริงของลูกหนี้รายเล็กที่มีศักยภาพได้ดีขึ้น
สำหรับการปรับโครงสร้างหนี้ ณ ไตรมาส 2 ยอดการปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุก (Pre-emptive Debt Restructuring: DR) อยู่ที่ 4.9 แสนล้านบาท และการปรับโครงสร้างหนี้เมื่อเป็น NPL แล้ว (TDR) อยู่ที่ 7.2 หมื่นล้านบาท โดยแนวโน้มการช่วยเหลือคาดว่าจะยังมีอย่างต่อเนื่อง
สำหรับรายได้ค่าธรรมเนียมที่ลดลงในช่วงที่ผ่านมา ไม่ได้เกิดจากมาตรการของ ธปท. ที่เพิ่งเริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม แต่เป็นไปตามสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ เช่น การใช้ PromptPay และช่องทางดิจิทัลที่ทำให้ค่าธรรมเนียมการโอนและการชำระเงิน ตลอดจนค่าธรรมเนียมบัตร ATM ปรับลดลงตามกลไกตลาด
นายสุโชติ กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวโน้มสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ในไตรมาส 3 ยังมีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยจากความต้องการสินเชื่อของภาคธุรกิจเป็นหลัก เนื่องจากต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบยังอยู่ในระดับสูงกว่าก่อนเกิดสงคราม ทำให้ทั้งธุรกิจขนาดใหญ่และ SME บางประเภทมีความต้องการเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับต้นทุนที่สูงขึ้น
ทั้งนี้ มาตรการลดภาระหนี้ของภาครัฐและการสนับสนุนสภาพคล่องจากสถาบันการเงินอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะช่วยประคับประคองภาคธุรกิจและครัวเรือนในระยะต่อไป
นอกจากนี้ การกำกับดูแล BNPL (Buy Now Pay Later) คาดว่าภายในปลายปี 2569 จะเห็นกรอบหลักเกณฑ์กำกับดูแลที่ชัดเจน แม้ผู้ให้บริการบางรายจะอ้างอิงดอกเบี้ยตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ร้อยละ 15 แต่ ธปท. มีอำนาจเข้าไปกำกับดูแลเพิ่มเติมได้ เช่น การกำหนดอายุ การกำหนดวงเงินขั้นต่ำ เนื่องจาก BNPL ถือเป็นส่วนหนึ่งของสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล พร้อมแสดงความกังวลว่า BNPL ทำให้ก่อหนี้ได้ง่ายเกินไป จนเริ่มพบพฤติกรรมที่น่ากังวลในกลุ่มเยาวชน เช่น การใช้ระบบแบ่งจ่ายหรือผ่อนชำระผ่านแพลตฟอร์ม ซึ่งแม้ขนาดตลาดจะยังไม่กระทบเสถียรภาพโดยรวม แต่หากปล่อยไว้อาจทำให้สูญเสียวินัยทางการเงินได้ จึงต้องเร่งเข้าไปดูและจัดระเบียบ การบริหารจัดการด้านการให้บริการลูกค้าอย่างเป็นธรรม
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB